★[LF] HARD TO SAY (6)
posted on 15 May 2011 21:45 by tuatae-rh in LONG-FICTIONSTitle: Hard to Say
Status: 6
Author: Tuatae
Pairing: TOP x GD
Rating: General, Drama (?)
Genre: PG-15
Auther's Note: ตอนหน้าจะเป็นตอนจบแล้วนะคะ ;)

มือเล็กใช้กุญแจดอกหนาเอื้อมไขแม่กุญแจที่คล้องปิดแน่นอยู่ที่ประตูห้องซ้อม ก่อนจะทำสีหน้าสงสัยในความเงียบผิดปกติกว่าทุกๆครั้ง จียงก้มลงมองนาฬิกาหนามแหลมที่ข้อมือพลางแสยะยิ้ม ไม่รอช้าขาเรียวก็ถีบดันให้ประตูเปิดออกเบาๆ และเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทีสบาย แต่ทุกๆอย่างในที่นี้มันก็ยังคงผิดปกติไปหมด...
แม้ห้องซ้อมนี้จะมืดมิดเพียงไหน แต่ตัวเค้าเองก็ไม่คิดที่จะขยับเดินไปเปิดไฟ...แสงสีส้มสว่างขึ้นพรึบเมื่อซิปโป้ในมือของคนตัวเล็กถูกดีดเปิดขึ้น เพียงแค่ช่วงวินาทีสั้นๆเค้าก็ปิดมันลง ห้องกลับกลายเป็นมืดสนิทดังเก่า ควอนจียงส่ายหัวอย่างเบื่อหน่ายเล็กน้อย ก่อนจะยกขาเล็กวางพาดขึ้นไปบนโต๊ะกระจกพร้อมกับเอนตัวไปข้างหลัง ดวงตารีเล็กหลับพริ้มพลางยกมือขึ้นกอดอก เป็นอีกครั้งที่เค้ายิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย...ห้องนี้มันมีผมอยู่คนเดียวซะที่ไหนกันล่ะ
“ต้องการความมืดไม่ใช่หรอ งั้นชั้นไม่เปิดไฟนะ” พูดไปก็ยิ้มไปด้วยความสุขที่จับไต๋เพื่อนตัวเองได้
หากแต่เพื่อนทั้งสามคนที่ถือเค้กหลบอยู่ตรงมุม หลังกลองชุดอันใหญ่ทำสีหน้าตกใจเล็กน้อย พลางหันไปหาความเห็นจากหัวหน้าวงที่ยังคงนิ่งอยู่ คนตัวใหญ่เพียงแค่พยักหน้า ให้ความหมายว่าทำตามแผนต่อไป แต่เมื่อกำลังจะจุดเทียน เสียงแหลมก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง
“ไม่เอาแบบจุดเทียน และเดินฝ่าความมืดออกมานะ เชยว่ะ ฮ่าๆ”
“ไอห่านี่ก็ดักซะหมด” (- -)! ฮยอกซูกระซิบเสียอารมณ์
“แม่งรู้มากไม่ต้องแดกเลยดีมั้ง ไม่น่าคิดทำเซอร์ไพรซ์ให้มันเลย” ซึงโฮขมวดคิ้วตาม อุตส่าวางแผนซะดิบดี ไอขวางโลกนี่แม่งชอบทำเสียเรื่องอยู่เรื่อย แบบนี้ไม่ให้เสียอารมณ์ได้ไงวะ ทั้งสองหนุ่มหันหน้ายักษ์ไปทางแดซองที่เป็นเริ่มคนคิดแผนช้าๆ ถ้าเรื่องนี้มันจบลงด้วยความน่าอับอายของพวกกูล่ะก็...มึงต้องรับผิดชอบ!
“มองอะไรกูอะ ก็คิดอยู่ด้วยกัน” (. .)!!
“พอๆ เปิดไฟ และออกมันไปทั้งแบบนี้ล่ะ” เสียงทุ้มกระซิบ พลางลุกขึ้นเดินออกจากจุดหลบซ่อน เพียงไม่นาน ไฟในห้องซ้อมก็สว่างขึ้นพรึบ ทำเอาคนหน้าสวยยิ้มกว้างอย่างมีชัย...ชั้นควอนจียงนะ! จะหลอกกันแบบนี้กระจอกไปหน่อยเพื่อน ฮ่าๆ เพื่อนทั้งสามคนเดินออกมาช้าๆด้วยใบหน้าเซ็งเต็มทน เค้กในมือฮยอกซูถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ จนขาเรียวที่วางพาดอย่างสบายอารมณ์อยู่ก่อนหน้านี้ยกลงแทบไม่ทัน
“โห่ แผนเชยมาก” (^^) ทุกคนไม่ตอบเพียงแต่เบ้หน้าหนีอย่างเอือมระอา...ซึงโฮหันไปทำหน้าขึงขังใส่แดซอง มึงคนเดียวถ้าไม่ใช่เพราะมึงไอนี่แม่งไม่มานั่งหัวเราะเยาะพวกเราแบบนี้หรอก!! ...แต่เมื่อหันกลับไปเห็นเจ้าของวันเกิดยังคงยิ้มสบายอารมณ์กับความเฉลียวฉลาดของตน จากที่เคืองเพื่อนรุ่นน้องอยู่ จึงรู้ว่าคนที่ควรตบกระบาลให้หนักๆนี่คือใคร!
มือเรียวที่ใส่แหวนวงโตอยู่ตบไปที่กระหม่อมเล็กจนคว่ำคะมำลงไปอย่างแรง “โอ๊ย!! ไอเชี่ยนี่!” (><)
“ขำห่าไร มีความสุขมากนะมึงอะ” (- -) คนตัวบางเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ซึงโฮ มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีพิษภัย แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับคิดว่ามันกวนตีนเหลือเกินล่ะครับ...
ความสุขหรอ...
จะบอกว่าเค้ามีความสุขก็คงไม่แปลก ตอนนี้มันมีความสุขในหลายๆเรื่องเลยด้วยซ้ำ วันเกิดผมที่ไม่เคยพูดถึงมันเลย แต่ทุกคนไม่เคยลืม ...ถึงแผนนี้มันจะห่วยแตก แต่แค่พวกมันคิดที่จะทำ ผมก็อยากจะขอบคุณ...อารมณ์แบบนี้พวกเราไม่ค่อยมีกันบ่อยนะ
มันเลย...ดูน่าอายและน่าขำไปพร้อมๆกันน่ะสิ
“เออๆ จบ! แดกไป เค้กอะ” (- -) ฮยอกซูตัดบทแต่ยังคงหันหน้าออกไปทางอื่นอยู่ดี...ไม่อยากเห็นหน้าตาเยาะเย้ยของไอห่านี่มัน
“เอาเหอะน่า อย่าเครียดกัน ฮ่าๆ”
“...” (- -) ยังนะ...มึงยังพูดอยู่อีก...อยากโดนตบอีกซักทีมั๊ย...ไอขวางโลก! ส่วนแดซองที่ไม่พูดอะไรก็เริ่มใช้ช้อนตักเค้กขึ้นมากินด้วยใบหน้ายิ้มแย้มโดยไม่สนใจสายตาเหยียดของฮยอกซูกับซึงโฮที่มองมาแม้แต่นิด...
(- -) ไอนี่ก็ยังจะกิน...
“มีความสุขมากป้ะ?” ชายหนุ่มหัวหน้าวงที่เงียบมานาน ถามขึ้นด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
“มากกกก...” ใบหน้าสวยยื่นเข้าไปใกล้ด้วยท่าทางล้อเลียน “...มีไรป้ะ?”
“เปล๊า...เหนือฟ้ายังมีฟ้าบอกไว้ก่อน หึ”
แววตาสวยจ้องลึกเข้าไปในตาของคนที่กำลังพูด...มีอะไรวะ พูดจากำกวม แต่คนตรงหน้ากลับตอบมาด้วยรอยยิ้มมาดมั่นราวกับชัยชนะครั้งนี้เป็นของตนงั้นแหละ ยิ่งทวีคูณความสงสัยและความสั่นคลอนในใจของคนตัวเล็กได้ไม่น้อย แต่เพียงไม่นานร่างเล็กก็เลิกคิดที่จะคาดคั้น เค้าดึงตัวเองกลับมานั่งพิงโซฟาเหมือนเดิม แต่พอเห็นซึงโฮปั้นหน้านิ่ง ก็อดที่จะตบแรงๆไปที่หัวเกรียนๆไม่ได้…แต่อันที่จริงก็แค่ปลดปล่อยอารมณ์สงสัยไปบนหัวมันก็เท่านั้น!
เผียะ!!
“โอ๊ยย ไอห่านี่โรคจิต!” พูดพลางลูบที่หัวตัวเองป้อยๆ
“ซึงฮยอนมันพูดไรวะ กำกวม” (^^)
“ไม่รู้มัน” (- -) ไม่รู้ไรทั้งนั้นอะ พูดห่าไรกันกูก็ไม่เข้าใจ...ถึงจะรู้กูก็คงจะลืมแล้ว เพราะสมองอาจเสื่อมตอนที่มึงตบหัวกูไปเมื่อกี้ก็ได้ สัสเจ็บ!
“แดซองมึงเลิกกินซะที เห็นแล้วขนลุก!” ฮยอกซูพูดพลางดึงช้อนออกและขว้างทิ้งไปบนพื้นอย่างไม่ใยดี
“ไรมึงเนี่ย กูกิน มึงขนลุกทำไม” (><)
“ก็กูโสดอะ!!”
“...” (- -) กูเริ่มไม่เข้าใจพวกมึงแล้วจริงๆนะ...สมองกูคงดับเพราะไอจียงตบเมื่อกี้จริงๆ...มึงพูดอะร๊ายยย ไอฮยอก!! (><)
“มึงพาลไรฮยอกซู” เสียงทุ้มถามไปขำไป...โสดเกี่ยวไรกันวะ
“ก็ปกติมีหญิง หญิงก็ป้อนเค้กกู แต่ตอนนี้ไม่หญิง กูก็เปล่าเปลี่ยวดิ”
“มึ ง เ ล ย ข น ลุ ก” (- -) เสียงแหลมพูดด้วยท่าทางระอา...และมัน...เกี่ยวกันตรงไหน?
“เออดิ ขนลุก” (><)
“มึงมันหาระ...”
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
แดซองชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตู ทั้งห้าคนหันควับไปทางต้นเสียง
ซึงฮยอนก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือเพียงเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม แดซองอาสาทำหน้าที่ไปเปิดประตูรับบุคคลแปลกหน้าซะเอง แต่เมื่อเปิดไปก็ต้องผงะ ดวงตาเล็กจิ๋วกลับเบิกโพลงกว้าง (O_O) ก่อนจะรีบดันประตูปิดดังปัง!
“มีอะไรวะ?”
“ม..มึงจะให้กูเปิดมั๊ยอะฮย...”
“เปิดให้เค้าเข้ามาสิ หึหึ” เสียงทุ้มสั่งอย่างพอใจ...แผนชั้นมันต้องเหนือความคาดคิดนายแน่ๆ ควอนจียง
“น...แน่ใจนะฮยอกซู”แต่นักร้องนำกลับต้องการคำตอบของมือกีต้าอีกคนมากกว่าหัวหน้าวง เพื่อนตัวสูงทำหน้ารำคาญ ก่อนจะโบกมือสั่งให้เปิดเข้ามา...จะทำอะไรก็ทำเหอะ! (- -)
“ฮันนี่ขาาาา~~~~~” เพียงลูกบิดประตูถูกเปิดออก เสียงแจ๋นแหลนที่คุ้นเคย ก็พรุ่งปรี๊ดเข้ามากระทบในโสตประสาทหูทันที เพียงเท่านั้นความขนลุกขนพองก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ฮยอกซูหันหน้าไปทางต้นเสียงช้าๆ ก่อนจะรีบกระโดดไปหลบอยู่ด้านหลังซึงโฮ ส่วนคนที่บังอยู่ก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ...ตายแน่มึงฮันนี~~~
“เธอ...เข้ามาทำไม” ไอคนที่หลบอยู่ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมองแม่สาวเปรี้ยวคนนี้เลยแม้แต่นิด แต่เสียงนิ่งที่เอ่ยถามขึ้นนั้นทำให้เค้าโล่งใจขึ้นมาก จนแทบหมดความกังวลไปเลย...ควอน จียง ช่วยชีวิตชายผู้น่าสงสารคนนี้ด้วยเถอะ (><)
“ชั้นมาหาฮยอกซู”
“ได้ข่าวว่าเลิกกันแล้ว”
“ชั้นไม่เลิก!”
“...” สายตาเหยียดถูกส่งไปยังหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มดูถูก จนคนที่ยืนอยู่ถึงกับสะอึกไปชั่วครู่ ก่อนจะดึงหน้านิ่งและแสร้งทำว่าไม่เป็นอะไร...อย่ามามองชั้นด้วยสายตาแบบนี้นะ (><)
“ฮันนี่ ออกมาหาเค้าหน่อยสิ”
“นี่มันไม่ใช่ที่ของเธอ”
“ชั้นจะต้องคุยกับฮันนี่ให้รู้เรื่อง!” (><) ฮารายังคงดื้อรั้น
“เธอ...ไม่อยากโดนชั้นด่าหรอก...เชื่อสิ”
“...” แม้ในชีวิตจะไม่เคยเจอผู้ชายที่ไหนด่าผู้หญิงมาก่อน แต่ความรู้สึกกับคนตรงหน้ามันต่างกัน ใจนึงมันไม่เชื่อว่าไอคนนิสัยเสียตรงหน้าจะกล้าทำกับผู้หญิงสวยๆแบบเค้า แต่อีกใจนึงมันหวาดกลัวในใจพิกล จึงเอ่ยต่อล้อต่อเถียงไปอย่างกล้าๆกลัวๆ “น...นายจะด่าผู้หญิงอย่างนั้นหรอ?”
“โลกนี้...” จียงลุกยืนขึ้น พลางสาวท้าวไปใกล้หญิงสาวช้าๆ “...มีแค่มนุษย์กับ...สัตว์!”
“...” ดวงตาสวยที่กรีดอายไลเน่อร์จนคมเฉี่ยว สอดส่ายลุกรี้ลุกรนไปมาอย่างหวาดกลัว ลมหายใจเริ่มติดขัดน้อยๆ เพียงเพราะน้ำเสียงเย็นยะเยือกกับแววตาที่ดุดันเพ่งเล็งมายังหล่อน
“ไม่มีทั้งผู้ชาย...” มือเล็กยกขึ้นอยู่ระดับเดียวกับใบหน้าที่ผ่านการเมคอัพมาอย่างเต็มที่ “...และผู้หญิงแบบเธอ!”
“อ๊าาาา...น...น...นายจะทำอะไรชั้นน่ะ” (>o<) คูฮารากรีดร้องด้วยความกลัว ก่อนสติจะกระเจิงวิ่งและแจ้นผ่านประตูออกไปอย่างง่ายดาย ส่วนจียงได้แต่ยืนยิ้มย่องเล็กน้อย...ยังไม่ได้ทำอะไรซักหน่อยนะ
ฮยอกซูชะโงกหน้าขึ้นมามองหน้าประตูช้าๆ ก่อนจะรีบกระโดดออกจากหลังเพื่อนซี้ ไปปิดประตูและใส่กลอนดังปัง! เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ ยัยคนนี้มันหายนะชัดๆ ให้ตายเถอะ!
“แดซองมึงคนเดียวเกือบซวยละมั๊ยล่ะ”
“กูถามมึงแล้วนะ” (- -)
“และทำไมมึงไม่บอกว่าเป็นยัยนั่นวะ!” ไม่ทันได้กลับไปนั่งที่โซฟาเดิม เสียงเคาะหน้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง จากเหตุการเมื่อครู่ฮยอกซูจึงรีบวิ่งมากระโดดขึ้นหลบหลังซึงโฮทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
“ทำเหมือนกูปิดมิดนักล่ะ!” (- -)
“เออน่า นั่งเฉยๆ กูกลัวจริงๆนะ” (><)
คนที่นั่งนิ่งเริ่มรู้สึกใจเสียกับแผนที่ตระเตรียมไว้เซอร์ไพรซ์คนตัวเล็ก เค้าเอาแต่ก้มมองดูเวลาจนคนข้างๆอดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถามขึ้น แต่เค้าก็ไม่ได้ตอบอะไรไป แต่ที่รู้ๆแผนนี้มันอาจจะทำให้วันนี้...ทุกคนได้เห็นสีหน้าและมุมแปลกๆที่คนในวงไม่เคยเห็นเลยก็ได้....นอกจากผม
แต่...แค่จะเซอร์ไพรซ์ทำไมมันยากนักหนานะ! (- -)
“และไม่มีใครไปเปิดประตูหรอ?” (- -) เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นทุกคนยังคงอยู่ท่าเดิม
“กูกลัวอะ~” มือกีต้าร์เบอร์รองตอบเสียงอ่อย
“เดี๋ยวกูไปเอง” จียงตัดปัญหาด้วยการลุกขึ้นและเดินไปหน้าประตูทันที ถ้ายัยนั่นกลับมาอีกทีได้เจอของจริงแน่ พูดคำสองคำไม่รู้เรื่อง สถาณที่นี้มันไม่ใช่ที่สำหรับพวกหญิงไร้ยางอายแบบเธอ!
.
.
ปึงง!
ประตูเหล็กหนักอึ้งถูกกระแทกเปิดด้วยอารมณ์ร้อนแรงของชายหนุ่มตัวบาง แต่คนตรงหน้าที่กำลังได้พบนั้น มันกลับทำให้เค้าตาโตไม่ต่างจากแดซองที่เห็นคู ฮาราครั้งที่แล้ว (O_O)
ลำคอระหงแห้งเผือดขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มแยกไม่ได้ว่านี่คือความฝันหรือความจริง...ชั้นฝันไปรึเปล่า
จิตใต้สำนึกมันสั่งการให้มือเรียวยกขึ้นตบไปที่แก้มใสของตัวเองทันที เ ผี ย ะ! ( O_O#)
ทุกคนในห้องหลังจากเห็นสีหน้าและพฤติกรรมที่ผิดแปลกออกไปของจียงก็รีบกรูกันมาอยู่ที่หน้าประตูทันที ภาพที่ทุกคนเห็น ทำเอาเพื่อนในวงทุกคนยิ้มกว้าง...แบบนี้สินะ
“สวัสดีครับคุณน้า” สี่หนุ่มประสานเสียงพลางโค้งต่ำให้กับคุณแม่ยังสวยที่ยืนยิ้มใจดีอยู่หน้าประตู
“สวัสดีจ้ะ...และลูกคนนี้เป็นอะไร” (^^) มือเรียวของเธอตบไปที่ใบหน้าอึ้งค้างของลูกชาย ก่อนจะเดินผ่านมานั่งที่โซฟาโดยมีแดซองเป็นรีบเดินเอาน้ำมาเสิร์ฟให้ทันที ช่วงที่ทุกคนวุ่นวายซึงฮยอนกลับนิ่งเพราะรู้สถาณการณ์มาก่อนแล้ว ก็เค้าเองที่เป็นคนโทรหาแม่ของจียงและขอให้เธอมาให้ได้...และมันก็ได้ผล
....ขอบคุณครับ
“แบบนี้เซอร์ไพรซ์พอมั๊ย” น้ำเสียงทุ้มกระซิบเบาๆที่ข้างหูคนตัวเล็ก คล้ายกับว่าฤทธิ์เดชมันถูกมลายหายไปหมด เค้ารู้สึกอ่อนแอขึ้นมาทันที จนดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะแสดงความเข้มแข็งออกมาได้อีกครั้ง
“ขาล้าเลยล่ะ หึหึ” จียงคลายมือออกจากมือหนาที่แอบกอบกุมเค้าไว้อยู่ด้านหลัง และรีบเดินมาทางคุณแม่ที่นั่งหัวเราะกับเพื่อนลูกชายอย่างสนุกสนาน...ก็ไอลูกชายมันยังทำหน้าเหวอไม่เลิกซะทีนี่
คนตัวเล็กฝ่าวงล้อมเพื่อนลงไปนั่งข้างคุณแม่สุดสวย “กลับมาไม่บอกกันเลยนะ เพิ่งโทรคุยกันเองแท้ๆ”
หัวเล็กพิงซบไปบนไหล่นิ่มของผู้เป็นแม่โดยไม่รู้สึกกระดากใจเลยซักนิด ที่จะแสดงความรักแบบที่คุ้นเคยกับแม่ ให้คนอื่นได้รับรู้ พอเพื่อนๆร้องแซว เค้าก็ได้แต่ทำท่าจะยกขาเตะให้ไอพวกนี้กระเด็นไปไกลๆ ไม่รู้ว่าอีกกี่เดือนจะได้เจอกันอีก อยากจะกอดแม่ไว้อยู่อย่างนี้...ไม่อยากให้หายไปอีก...คิดถึงเหลือเกิน
“ก็ซึงฮยอนโทรมาหาแม่เรื่องเซอร์ไพรซ์...แม่เลยอยากมาหาลูกแต่ได้หยุดแค่สองเองวันนะ”
“สองวัน?” (- -)
“รีบมาสุดๆแล้วนะ บ้านก็ยังไม่ได้กลับ และคิดว่าคงไม่ได้กลับแล้วล่ะ”
“เหนื่อยตาย นั่งเครื่องมาก็วันนึงแล้ว นั่งกลับอีกวันนึง กลับไปถึงก็คงทำงานเลยสินะ ไม่เหนื่อยหรอไง”
“ตอนแรกคิดว่าจะมาไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ต้องมาให้ได้ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ลูกแข่งแม่มาเชียร์ไม่ได้จริงๆ” จียงทำสีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เค้าเข้าใจสถาณการณ์ที่เป็นอยู่...แต่อารมณ์น้อยใจมันก็ห้ามไม่ได้เหมือนกัน
“ไม่เป็นไรครับ” มือเรียวลูบผมลูกชายขี้อ้อนอย่างเอ็นดู พลางส่งยิ้มไปให้เพื่อนๆที่นั่งยิ้มแห้งๆมาทางพวกเค้าสองคน ภาพนี้สำหรับทุกคนและซึงฮยอนมันไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคยเลยซักนิด เค้าไม่เคยเห็นจียงเวลาที่อยู่กับแม่ และไม่คิดว่าจะกลายเป็นเด็กที่ขี้อ้อนขนาดนี้ด้วยซ้ำ...แปลกมากจนอยากจะบันทึกวีดีโอและอัพลงยูทูปกันเลยทีเดียว
“และ...ปีนี้เค้าจำวันเกิดลูกได้มั๊ย”
จียงเงียบไปครู่นึง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “เค้าไม่เคยลืมซักปีหรอก”
“ดีแล้วไม่ใช่หรอ”
“เมื่อเช้า...บนโต๊ะอาหารมีกุญแจเบนท์ลีย์คันใหม่วางอยู่อะ” (. .) พูดไปทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกดีใจซักเท่าไหร่ แต่ทุกคนในวงที่นั่งฟังอยู่ถึงกับตาลุกวาว...ทำยังไงพวกชั้นถึงจะมีบุญได้ขับเบนท์ลีย์นะ! >,.<
“ปีนี้เบนท์ลีย์เลยหรอ? ฮ่าๆ”
“ผมไม่ได้อยากได้ซะหน่อยนะแม่ เค้ามันเว่อร์” (><)
“ก็ลูกชายคนเดียว ไม่ให้เค้าซื้อลูก แล้วจะให้เค้าซื้อให้ใครล่ะ” คุณแม่แกล้งตีไปที่กระหม่อมเล็กเบาๆ
“แต่...”
“ดีจังเลยน้าได้รถคันใหม่จากคุณพ่อ" (^^) คุณแม่ยิ้มกว้างกับท่าทางอิดออดของลูกชาย จะน่ารักหรือน่าหมั่นไส้ดีนะ...เด็กไม่รู้จักโต
“เดี๋ยวพวกผมขอตัวไปข้างนอกก่อนนะครับ”
“อ้าว ไปไหนกันล่ะจ๊ะ แม่ซื้อขนมมาฝากเต็มเลยนะ” ควอน จียุนร้องท้วง แต่ก็ปฏิเสธความหวังดีของพวกหนุ่มๆไม่ได้ พวกเค้าอยากให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชายให้มากที่สุด มาถึงตอนนี้ทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่า...แม่มีค่ามากแค่ไหนสำหรับจียง แม้ไอท่าทางแบบนี้มันจะชวนคลื่นไส้ก็ตามที...แต่มันก็เป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดคนนึงเลยล่ะครับ
ถึงจะชินกับเวลาที่จียงหัวเสียเรื่องพ่อ...แต่ไม่ใช่ว่ามันจะมีความสุข
เห็นภาพนี้พวกผมรู้สึกดีใจกว่าเป็นไหนๆ...วันเกิดปีนี้และปีต่อๆไปพวกชั้นอยากเห็นนายแบบนี้อีกนะ...ควอน จียง
..
พวกเค้าเดินเตร่ไปที่ย่านถนนคนเดินใกล้ห้องซ้อม สีสันต์ยามค่ำคืนในที่แถวนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน ได้เดินไปกระดกเบียร์ไป มันให้ความรู้สึกดีกว่าเมาที่ผับ หรือนอนตายคาห้องอยู่หลายเท่านัก แต่สิ่งที่น่ารำคาญใจสำหรับหัวหน้าวงขี้อาย ก็คงจะเป็นสายตาของผู้คนที่เอาแต่คอยจับจ้องมาที่พวกเค้า แต่ตรงกันข้าม...ดูเหมือนว่าฮยอกซูและแดซองจะชอบใจซะออกนอกหน้านอกตา…จนอดคิดถึงจียงไม่ได้
นี่ขนาดไม่ครบแก๊งส์นะ...
ถ้าจียงมาด้วย...พวกสาวๆคงจะเหลียวมองจนคอแทบหักเลยล่ะ หึหึ
เมื่อเดินจนสุดทางพวกเค้ามาหยุดนั่งพักอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง และแม้ว่าป้ายสัญลักษณ์ห้ามสูบบุหรี่จะตั้งย้ำเตือนอยู่เบื้องหน้า แต่กลุ่มควันสีขาวก็ลอยฟุ้งจากชายหนุ่มสี่คนไม่ขาด ท่ามกลางอากาศภายนอกที่เย็นเฉียบหัวข้อที่น่าสนใจตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ‘ควอนจียงกับความขี้อ้อน’
“วันนี้จียงมันน่ารักว่ะ”
“คิดอะไรของมึงอยู่เนี่ย” (- -) แดซองทำท่าขนลุกใส่ฮยอกซู
“กูไม่ได้หมายความแบบนั้น ไอเวน” เจ้าของเสียงใช้ศอกกระแทกไปที่หัวของเพื่อนรุ่นน้องอย่างเสียอารมณ์
“เค้าเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มันมีหัวใจที่แข็งแกร่งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน”
“โอ้ คนหรือมีดวะเนี่ย...” (0o0) มือกลองแกล้งทำตาโตไปทางหัวหน้าวง “...คมชิบหาย ฮ่าๆ”
“ไม่มีใครไม่หลงรักจียงหรอก ถ้าได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเค้า” ซึงฮยอนพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ใบหน้าขาวเล็ก แต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นลอยเด่นขึ้นมาในหัว แม้แต่ชั้นก็ยังติดกับความทรนงและอ่อนไหวแบบนี้เลย...ยากจะถอนตัวซะแล้ว
คนตัวสูงสะดุ้งออกจากภวังค์เมื่อเพื่อนทั้งสามคนกำลังจ้องมาที่เค้าเป็นตาเดียว เค้าทำท่าทางอึกอักในหัวพลางคิดหาคำพูดแก้ตัวกับท่าทางหลงไหลได้ปลื้มที่แสดงออกไปให้ทุกคนอย่างชัดเจน “ระ...หรือพวกมึงไม่รักมัน” (><)
“และทำไมมึงต้องทำหน้าเคลิ้มแบบนั้นด้วยวะ”
“กะ...กูก็แค่นึกถึงด้านดีๆของมัน”
“หรอ~” น้ำเสียงทุ้มจากเพื่อนในกลุ่มโพล่งออกมาอย่างมีเลศนัย
“เดี๋ยวคืนนี้กูกลับก่อนดีกว่า ไม่ย้อนไปห้องซ้อมละนะ”
“เออ กูไปด้วย” นักร้องนำรีบดีดตัวลุกขึ้นทันที
“อืมๆ งั้นแยกย้ายกันเลย เดี๋ยวกูก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” ทุกคนค่อยๆปลีกตัวกันแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง ส่วนผมหลังจากที่ยืนดูทุกคนจนหายลับตาไป ก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม ร้านค้าต่างๆยังคงเปิดสว่างไสว ครึกครื้นไปด้วยคนจำนวนมาก ไม่ต่างจากคราแรกที่เดินผ่านมา แต่เมื่อยิ่งใกล้ถึงที่หมาย เสียงจอแจก็เริ่มอันตธารหายไปด้วยเช่นกัน มีเพียงความเงียบสงัดกับแสงเพียงน้อยนิดจากข้างทาง และทางเดินนี้มันจะเป็นดังเช่นกับทุกๆคืน ถ้าเกิดว่าร้านที่จียงบังคับผมให้เจาะลิ้นนั้น...มันไม่เปิดอยู่
“TATTOO TIMES”
แสงไฟสีขาวบนป้ายมันเปิดสว่างต่างจากทุกคืน ชายหนุ่มก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะพบว่า อีกสิบห้านาทีมันก็จะเที่ยงคืนแล้ว แต่ทำไมพี่แกยังไม่ปิดร้านอีก ด้วยความเคลือบแคลงใจที่มีอยู่ เค้าเลยเลือกที่จะพุ่งตรงเข้าไปหน้าร้านทันที มือหนาลองเอื้อมบิดลูกบิด และก็เป็นอย่างที่คิดมันไม่ได้ล๊อคไว้
ขายาวก้าวเข้าไปในร้านด้วยท่าทีหวาดระแวงน้อยๆ พร้อมเอ่ยเบาๆ “มีคนอยู่มั๊ยครับ?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากคนในร้าน เค้าจึงค่อยๆเดินสำรวจในร้านต่อ ตู้กระจกใสยังคงใส่เครื่องเงินไว้หลากหลายชิ้นดังเช่นปกติ ถึงในปากของตัวเองจะมีสิ่งแปลกปลอมอยู่นานแล้ว แต่พอจ้องมองไปที่แท่งเหล็กไว้สำหรับใส่ลิ้นแล้ว...ยังคงรู้สึกแขยงอยู่น้อยๆ
“ขอโทษครับ...” เค้าพยายามชะโงกหน้าเข้าไปหลังเคาท์เตอร์เพื่อมองหาสิ่งมีชีวิต “...มีคนอยู่มั๊ย?”
เหมือนเดิม...ไม่มีเสียงตอบรับจากใครคนใดเลยแม้แต่น้อย...กูเดินเข้ามาทำไมวะเนี่ย เค้าส่ายหน้าพลางเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะค่อยๆหันหลังกลับเพื่อกำลังจะเดินออกไป แต่หางตากลับไปสะดุดเอากับแหวนสีเงิน ซึ่งส่วนขอบมีลวดลายเพียงเล็กน้อยแต่ทำไมถึงรู้สึกว่ามันสวยนักหนา...มันน่าจะเหมาะกับนายนะ
เค้าหยุดและเดินย้อนกลับไปยังหน้าตู้กระจก ขณะที่พยายามจะใช้มือเอื้อมเข้าไปเปิดตู้กระจกฝั่งคนขาย เสียงทุ้มใหญ่ที่ตะโกนมาทำเอาลูกค้าแปลกหน้าสะดุ้ง ซึงฮยอนมองหน้าคนเจ้าของร้านอย่างหวาดๆ พลางดึงมือออกช้าๆ
“ผมไม่ได้จะขโมยนะ”
“และกำลังจะทำอะไร”
“ผมเรียกแล้วแต่ไม่มีใครขาน และพอกำลังจะกลับก็เห็นแหวนวงนี้ เลยอยากจะดู” กล้ามใหญ่ที่มีรอยสักเต็มไปหมด มันชวนให้คิดว่าถ้ามีเรื่องกับพี่เค้า ก็คงจะไม่เหลือชีวิตรอดกลับมาแน่ๆ
“อยากได้อะไร” เสียงเข้มของเจ้าของร้านกล้ามใหญ่เอ่ยถาม
“แหวน...” เค้าก้มลงมองในตู้กระจก จู่ๆใบหน้าของจียงก็เคลื่อนมาซ้อนซะอย่างนั้น “...วงนี้ครับ”
“ให้แฟนหรอ?”
“ครับ” เป็นครั้งแรกที่มีคนเคยถามแบบนี้ ...และเป็นครั้งที่ผมตอบอย่างมั่นใจแบบนี้...เหมือนกัน
“สวยดีนะ ชั้นก็ชอบ นายรู้มั๊ยว่าลายที่ขอบน่ะ...” คนขายเปิดตู้กระจกและหยิบแหวนวงนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ พร้อมอธิบายด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ “...มันทำยากยิ่งกว่าแหวนวงที่ดูมีอะไรเยอะแยะซะอีก”
“...”
“ก็เหมือนกับคนที่ภายนอกดูเฉยเมย...แต่ข้างในกลับระเอียดยิบเลยล่ะ ฮ่าๆ”
ผมอมยิ้มเล็กน้อยตอนที่ฟังพี่คนนี้พูด ผมคิดผิดซะแล้วที่ว่าเค้าน่ากลัว ได้คุยแค่เพียงนิดเดียว มันกลับอยากทำความรู้จักกับพี่เค้าเพิ่มเติม ด้วยวิธีการที่พี่เค้าหยิบจับสิ่งของในร้านมันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเค้ารักมันมากขนาดไหน พี่เค้ากลับกลายเป็นคนที่น่าค้นหาในความคิดผมซะแล้วสิ
“พี่รักมันมากมั๊ยครับ”
“หืม?”
“ของพวกนี้ รอยสัก ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านนี้”
เจ้าของร้านยกยิ้มเพียงนิดหน่อย “รักสิ...ชั้นรักพวกมันและไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่สิ่งของ หรือของขาย”
“ครับ...ผมเอาวงนั้น” J บางทีคนที่รู้จักกันยังไม่ถึงชั่วโมง มันก็อาจจะทำให้คุณรู้สึกสนิทใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“บางที...แหวนมันเลือกคนใส่นะ” คนที่ดูน่ากลัวในตอนแรกยิ้มบางๆมาให้ลูกค้า ก่อนจะหยิบแหวนขึ้นบอกว่าเค้าชัวแน่นะ และเดินหายไปหลังร้าน เพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมกับกล่องกัมมะหยี่สีดำ
“เท่าไหร่ครับ”
“เจ็ดหมื่นวอน” ซึงฮยอนควักกระเป๋าเงินที่อยู่ในกระเป๋าหลังของกางเกงออกมา ก่อนจะดึงเงินออกมาจนหมดกระเป๋า เค้าค่อยๆนับธนบัตรทีละใบอย่างรวดเร็ว ตอนนี้หวังแค่ว่ามันคงจะพอจ่ายสำหรับค่าแหวนวงนี้
“เยส!” ชายหนุ่มสบถอย่างดีใจเมื่อหักจากค่าแหวนแล้วยังเหลือเงินอยู่ในมือตัวเองอีกหมื่นวอน เค้ารีบดันเงินที่กองไว้บนตู้กระจกตอนนับ จ่ายให้เจ้าของร้านด้วยท่าทางดีใจ “ขอบคุณครับ” ^^
คนที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์มองเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินออกจากร้านไปด้วยแววตานิ่งแต่แฝงไปด้วยความสุขใจ
ควักเงินเพื่อจ่ายค่าแหวนจนหมดกระเป๋าเลยงั้นหรอ...ใครจะเป็นคนแบบที่นายหลงไหลได้กันนะ...ไอหนู
ของพวกนี้มันอาจจะรอคนที่พร้อมจะมาเป็นเจ้าของมัน...
เพราะแหวน...เลือกคนใส่
ไม่ใช่คนใส่...ที่เลือกพวกมัน
..
กึกก!
เสียงเปิดประตูตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักที่เดินเข้ามาในห้องซ้อม ทำให้จียงหันมองไปตามเสียง พลางอมยิ้ม
“ทำไมถึงกลับมาล่ะ?”
“ก็รู้ว่าต้องอยู่ แม่กลับไปแล้วหรอ” ซึงฮยอนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆคนตัวเล็กก่อนแหงนมองไปที่นาฬิกาบนกำแพง ห้าทุ่มห้าสิบห้างั้นหรอ...
“อืม”
“เป็นอะไรรึเปล่า” คนตัวเล็กส่ายหัวน้อยๆ และความเงียบก็ปกคลุมห้องนี้ดังเดิม
และถึงแม้ปกติจียงจะไม่ใช่คนที่พูดมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าบรรยากาศมันจะต้องอึมครึมแบบนี้
ส่วนไอของที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงมันกำลังรอจังหวะที่จะส่งมอบให้คนตรงหน้า แต่ยังไม่รู้ว่า...จะต้องทำวิธีไหนให้จียงรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าสิ่งชิ้นนึง ตอนนี้ผมมีเวลาเหลืออีกแค่ห้านาทีเท่านั้น...ค่ำคืนวิเศษนี้ก็จะจบลง
“อยากเคาท์ดาวส่งท้ายวันเกิดหน่อยมั๊ย?”
“...” แววตาใสหันมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะค่อยๆเอนซบไปที่ไหล่แข็ง ชายหนุ่มจึงเอื้อมแขนอ้อมไปโอบไหล่ห่อเล็กเอาไว้บ้าง...วันนี้มันเป็นวันดีของนายได้โปรดอยู่อย่างมีความสุขเถอะ
“ไม่เป็นอะไรนะ”
“ไม่...” เสียงใสหายขาดช่วงไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “...เป็นอะไร”
“...” ร่างสูงเงยหน้ามองนาฬิกาเรือนเดิมอีกครั้ง อีกเพียงแค่สามนาทีวันนี้ก็จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
“อยากพูดอะไรกับชั้นมั๊ย?”
“ช...ชั้นหรอ?”
“ชั้นกำลังรู้สึกไม่ค่อยดีที่แม่กลับไปแล้ว อยากพูดอะไรกับชั้นมั๊ย?”
อ่า...ให้ตายเถอะ อาการที่นายเป็นอยู่มันเป็นเพราะแบบนี้เองหรอ...
และถ้าอยากให้คนอื่นปลอบใจก็ควรรู้จักพูดอ้อนวอนสิ...ไม่ใช่ออกคำสั่ง...
แต่แบบนี้ล่ะ ที่มันคือความเป็น...ควอนจียง
มือหนาตบเบาๆไปที่หัวคนข้างกายปลอบใจ “เอาน่า เดี๋ยวเค้าก็จะกลับมา”
“ไม่เดี๋ยวอะ”
“ยังไงเค้าก็ต้องกลับมาดิวะ” (- -) คนที่ถูกปลอบใจต้องกวนตีนแบบนี้ทุกคนรึเปล่าครับ?
“อีกนานกว่าเค้าจะกลับมา”
“อีกนานเหมือนกันกว่าที่ชั้นจะทิ้งนายอะ!”
“...” (O_O)
“...” (O_O)
มันเป็นคำพูดที่ออกมาจากจิตใต้สำนึก...ไม่ได้ปั้นแต่งแต่อย่างใด จนตอนนี้รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวกับคำพูดที่พูดออกไปซะแล้ว ซึงฮยอนหันหน้ามองใบหน้าสวยที่จ้องเค้านิ่งค้าง...ราวกับคำพูดนี้มันได้หยุดความกลัวทุกสิ่ง
รู้สึก...เหมือนว่าหัวใจมันกำลังสูบฉีด
จนร่างกายขยับแทบไม่ได้...
“วันเกิดปีนี้...” เค้าค่อยๆควักกล่องแหวนออกมาจากกระเป๋ากางเกง “...มันต่างจากทุกปีที่เราอยู่ด้วยกัน”
“...” (O_O)
แหวนวงสวยถูกดึงออกจากกล่องกัมมะหยี่สีดำช้าๆ ในหัวของจียงมันไม่ได้รู้สึกว่าควรจะร้องไห้กับความซาบซึ้งที่กำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ แต่เค้ากำลังรู้สึกว่าคนตรงหน้ามันเกินคำว่า “ใช่” สำหรับเค้าแล้ว
มือเรียวขาวค่อยๆถูกยกขึ้นอย่างเบามือ “ต่างกันตรงที่เราไม่ใช่เพื่อนกัน”
“...”
“ต่างกันตรงที่ชั้นรู้สึกใช่กับคนตรงหน้าชั้นมากมายเหลือเกิน”
“...” ใช่หรอ? นั่นมันคำพูดของชั้นนะ เรียวปากสวยยกยิ้มน้อยๆ
“มีสิ่งเดียวที่ไม่ต่างคือ...” ความเย็นของแหวนค่อยๆสัมผัสปลายนางข้างซ้ายน้อยๆ “...ความรู้สึกนายกับชั้น”
แหวนสีเงินเมื่ออยู่บนมือเรียวสวยของจียงแล้ว มันช่างเหมาะกันมากซะเหลือเกิน
ริมฝีปากอุ่นก้มลงไปจุมพิษที่มือนิ่มของคนรักตรงหน้าอย่างอ่อนโยน “...มีความสุขต่อไปในทุกๆวันนะ”
“...” คนตัวเล็กก้มหน้ามองสิ่งแปลกปลอมสิ่งใหม่ที่อยู่บนนิ้วมือ ความรู้สึกอุ่นจากตอนที่ซึงฮยอนจูบไปบนมือนั้น มันยังคงสัมผัสได้มาถึงตอนนี้ ตอนนี้ร่างกายเค้ากำลังทำงานช้าลง...มันคือการชาใช่มั๊ย
เมื่อซึงฮยอนเงยหน้ามองไปที่กำแพงเดิมอีกครั้ง เข็มสั้นและเข็มยาวสองอันก็บรรจบซ้อนกันอยู่ที่เลขสิบสองพอดี เค้ายิ้มด้วยใบหน้าสุขใจ พลางจ้องมองไปที่ใบหน้านิ่งตรงหน้าตน “อยากพูดอะไรกับชั้นมั๊ย?”
“อยาก”
“...” (- -) ทั้งๆที่คิดจะแกล้งพูดล้อเลียนเฉยๆ แต่กลับตอบตามตรงซะอย่างนั้น
“อยากไปที่ที่นึง”
“หืม?”
“หอศิลป์แถวนี้อะ”
“ตอนนี้หรอ?...” ควอนจียงพยักหน้ารับ “...ได้ ไปด้วยกันตอนนี้ก็ได้”
“จะไปคนเดียว”
“ได้ไง” อย่ากวนกันสิ (- -)
คนตัวเล็กยิ้มมีเลศนัยพร้อมกับยืนขึ้นเต็มความสูง “ถ้าตามมาก็ดูต้นทางอยู่ข้างนอกละกัน”
“...” (- -) ไม่ใช่คำขอร้อง...แต่มันคือคำสั่ง
.
.
อากาศหนาวยามเที่ยงคืนกว่าของวันที่สิบเก้าสิงหาคมมันก็สามารถทำให้ร่างกายใหญ่ๆแบบผมรู้สึกขาชาเหมือนจะก้าวไม่ออกได้เหมือนกันนะ แต่เมื่อมองไปยังคนตัวเล็กข้างๆที่เอาแต่ก้าวๆมันทำให้เกิดความคิดเล่นๆว่า หรืออันที่จริงร่างกายนี้อาจจะเป็นหุ่นยนต์...แต่แล้วก็ต้องยิ้มให้กับตัวเองเมื่อคิดต่อไปว่าหุ่นยนต์ที่ไหนจะมีอารมณ์ขึ้นลงได้ขนาดนี้
กึกกๆๆ
มือเล็กกำลังลองเขย่าโซ่ที่คล้องเกี่ยวอยู่หน้าประตูเมื่อพวกเรามาถึงด้านหลังของหอศิลป์ ก่อนจะพบว่ามันคล้องได้แน่นหนาเกินกว่าจะมีอะไรมาทำลายมันได้ เค้าหันหน้ามาทางผมก่อนเอ่ยสั่ง “ไปยืนคุยกับยามที่ประตูหน้าไป”
“ตอนนี้?...” (- -) ร่างบางพยักหน้าน้อยๆ ก่อนตั้งท่าจะปีนผ่านประตูรั้วไป “...กระโดดดีๆล่ะ”
คำสั่งอำลาของคนที่ยืนอยู่บนพื้นข้างล่างเกือบทำให้หลุดขำเอาได้ จียงยิ้มตอบรับน้อยๆพลางโบกมือให้คนตัวใหญ่ไปได้แล้ว
ตุบบ!
บัดนี้ร่างกายบางได้เข้ามาอยู่ด้านในเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เค้าเดินไปยังหน้าประตูและค่อยๆเปิดมันออกอย่างง่ายดาย ที่ประตูด้านในยังคงเปิดอยู่ เป็นเพราะต้องมียามคอยเดินตรวจตราเป็นช่วงเวลาอยู่ทั้งคืน จียงหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องดูความงดงามของภาพจิตรกรรมและประติมากรรมทั้งหลายที่ภายในหอศิลปะแห่งนี้
เค้ารู้สึกชอบมันจนบางความคิดเกิดอยากจะครอบครองความงดงามนี้ไว้ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ คนตัวเล็กเดินขึ้นไปตามบรรไดวนช้าๆ ใบหน้าสวยยังคงสอดส่องทัศนาความสวยงามไปด้วยช้า
ชั้นสองเป็นภาพถ่ายและภาพวาดแบ่งเป็นหลายโซน เค้าเดินเชยชมราวกับว่าได้รับอนุญาติให้เข้ามาอย่างถูกต้องแล้ว
เมื่อพอใจแล้วจึงค่อยๆเดินกลับลงมาชั้นล่างอีกครั้ง
รูปปั้นสีขาวรูปทรงประหลาดที่ตั้งวางสูงตระหง่านอยู่กลางหอศิลปะนั้น มองแล้วมันให้ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ และสมองก็บอกว่าต้องเป็นสิ่งนี้เท่านั้น...เค้ายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆควักสิ่งที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา
..
“ผมไปแล้วนะครับ” ซึงฮยอนบอกลารปภ.ที่ยืนอยู่ด้านหน้าหอศิลปะด้วยท่าที่ร้อนลน เมื่อเห็นคนตัวเล็กยืนสูบบุหรี่พิงอยู่ตรงกำแพงใกล้ๆ
“เสร็จแล้วหรอ”
“ขอบใจ” พร้อมพ่นควันบุหรี่ใส่คนตรงหน้าพลางหัวเราะชอบใจ
คนตัวโตทำหน้าหมั่นไส้ ก่อนจะใช้แรงขยี้ไปที่ผมสีดำจนยุ่ง “นี่ๆๆ กวนหรอ”
“โอ๊ยย!” ด้วยสัญชาติญาณมือเล็กตวัดฟาดใบที่ใบหน้าคมจนหันไปตามแรง (เหมือนกับทุกๆครั้ง)
“...” (= =#) หาเรื่องเจ็บตัวอีกแล้วกู
“เล่นไม่รู้เรื่อง เห็นมั๊ยว่าถือบุหรี่อยู่”
“ตลอดอะล่ะ!” (- -) จียงหัวเราะกับท่าทางบึงตึงของคนตรงหน้า ก่อนจะใช้มือข้างที่ถือบุหรี่อยู่เกี่ยวคอให้ซึงฮยอนออกเดินไปพร้อมกับตัวเอง
“ดูดหน่อยสิ” คำสั่งจากเสียงใสทำให้ร่างสูงต้องหันไปสูบสารนิโคตินจากมือคนรัก ก่อนจะค่อยๆพ่นควันสีเทาออกมา
“เข้าไปทำอะไรมา”
“ทำบางอย่าง...” คนตัวเล็กยิ้มร่าทำเอาคนที่ไม่รู้เรื่องทำหน้าข้องใจ “...ดูดหน่อยสิ”
เมื่อคนตัวสูงกำลังจะยกมือเล็กที่คีบบุหรี่ไว้มาดูดตามคำขอนั้นอีกครั้ง แต่ร่างบางสายพันธ์ร๊อคตรงหน้ากลับโยนทิ้งไปที่พื้นซะดื้อๆ และคุณจะเอายังไงกับผมครับ...ควอนจียง
จู่ๆมือเล็กก็ผลักไปที่อกหนาอย่างหาเรื่อง จนตอนนี้เค้าก็เริ่มงงๆกับความเงียบของจียงบ้างซะแล้ว “มีอะไร?”
ไม่พูดต่อคนเอาแต่ใจผลักจนคนตรงหน้าดันไปชิดกำแพงอีกฝั่ง คนตัวเล็กเขย่งเท้าพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่ยืนนิ่งมากขึ้น จนระยะห่างแทบจะหมดไป สัมผัสถึงลมหายใจร้อนๆที่รินรดกันอย่างใกล้ชิด
เรียวปากสวยเผยออ้าก่อนจะค่อยๆดูดงับไปที่ริมฝีปากตรงหน้า “ที่บอกดูดน่ะ...ขอดูดปากหน่อย”
“ฮ่าๆ” ร่างสูงส่ายหัวไปมากับความทะเล้นในบางครั้งของคนรัก พลางจูบตอบและโอบรอบเอวเล็กแน่น
ลิ้นร้อนลากไล้เลียขอบปากสีสดอย่างเอาใจ ปากพลางดูดดึงอย่างอิดออด ลมหายใจร้อนๆที่ส่งผ่านถึงกันกลางถนนที่บรรยากาศหนาวเย็นแบบนี้มันให้ความรู้สึกที่ดีมากจริงๆ มือหนาบดขยี้ที่สะโพกเล็กจนเสื้อยืดตัวเล็กเลิกออกจนเห็นเนื้อสีขาวนุ่ม
“อื้อออออ ฮืออ” เสียงหอบหายใจดังขึ้นเมื่อรสจูบนั้นยิ่งทวีคูณความร้อนแรงมากขึ้น จียงยืดคอระหงขึ้นเมื่อจมูกโด่งก้มลงซุกไซร้ไปตามซอกคอหอม มือเล็กขยำกำไปยังผมคนตรงหน้าจนยุ่งเหยิงเพราะอารมณ์ที่ครุกรุ่น
“อื้ออออ..อ่า” มือเรียวของคนตัวเล็กเลื่อนลงมาดึงใบหน้าหล่อให้เงยขึ้นมารับรสจูบของตนอีกครั้ง ปากอิ่มสวยกำลังจะแดงเจอเพราะแรงดูดร้อนแรงของอีกฝ่าย เสียงฮือในลำคอเล็กร้องท้วงเมื่ออากาศหายใจกำลังจะหมดไป เค้าดึงหน้าตัวเองออกมาทันทีทำเอาคนตัวโตทำสีหน้าค้างเติ่ง
“อื้ออ ใจเย็น!” ใบหน้าหวานเห่อแดงแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดก็ตามที
“...” ไม่รู้จะบรรยายอะไรออกมาตอนที่อารมณ์กำลังรู้สึกค้างอยู่แบบนี้ จึงได้แต่มองหน้าหวานนิ่ง
“ไปกันที่ห้องซ้อมนะ”
มือหนาเอื้อมเช็ดปากที่เลอะของคนที่ตัวเล็กกว่า พลางหัวเราะน้อยๆ “ถือว่าให้ของขวัญอีกอย่างละกันนะ”
“ขอบใจ ฮ่าๆ” ซึงฮยอนเอื้อมมือลงไปจับที่มือบาง พร้อมหันมายิ้ม
สองร่างที่เดินเคียงคู่กันบนถนนที่ไร้ผู้คนท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนนี้ มันอบอวลไปด้วยหัวใจที่ถูกเติมเต็มจากกันและกันของความรักแบบที่ไม่เคยคาดคิด แต่หลังจากนี้จะไม่มีการคาดคิด คาดหวัง หรือคาดการอะไรทั้งนั้น ไม่แม้แต่จะคาดหวังว่าจะได้ยินคำว่า “รัก” จากปากของคนตัวเล็กข้างๆ แค่ตอนนี้ “เรา”มีความสุข และอิ่มใจที่ได้รู้ว่ามีคนที่ให้รักและเค้าก็รักเราเป็นพอ
นี่แหละ...ความรักในหนทางของผม
TBC.
ปล.รูปรถที่คุณพ่อจีให้เป็นของขวัญวันเกิด ยี่ห้อเบนท์ลีย์ เร็ว-แรงที่สุดในโลก (ประมาณ70ล้านบาท)
Bentley Continental Supersports Convertible




จริ๊งๆ )
#1 By ★αмρεαяííz★ on 2011-05-15 21:56